Nana’s Blog

Entries categorized as ‘ข่าว’

รับปรากฏการณ์เด็กติดเกม แบรนด์แห่พึ่งโฆษณา

26 กันยายน, 2008 · ให้ความเห็น

 

วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4038

Source : http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02mar15220951&day=2008-09-22&sectionid=0207
รับปรากฏการณ์เด็กติดเกม แบรนด์แห่พึ่งโฆษณา

ปรากฏการณ์เด็กติดเกมอาจเป็นเรื่องน่าห่วงกังวลของผู้ใหญ่อย่างเราๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งวิดีโอเกมก็ได้สร้างโอกาสทางการตลาดมหาศาลอย่างที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน บรรดานักการตลาดต่างตื่นเต้นกับการโฆษณาผ่านวิดีโอเกม ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่จะดึงความสนใจจากเด็กติดเกมที่ปิดการรับสาร ผ่านโฆษณาโทรทัศน์ ทำให้แบรนด์สินค้าสารพันหันมาพึ่งโฆษณาผ่านเกมกันมากขึ้น

“แบรนด์วีกดอตคอม” รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก “นีลเส็น เกมส์” ที่สำรวจอิทธิพลของการโฆษณาผ่านวิดีโอเกมที่กำลังมาแรง โดยเก็บข้อมูลจากคอเกมตัวยง 534 รายในเดือนที่แล้ว พบว่าสาวกเกมมากกว่า 1 ใน 3 หรือราว 36% ของทั้งหมดมักซื้อสินค้า พูดถึง หรือเข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ปรากฏอยู่ในวิดีโอเกมที่ตัวเองเล่น

โดย 11% ของคนกลุ่มนี้เคยซื้อสินค้าที่โฆษณาในเกม อีก 19% พูดถึงแบรนด์ที่โฆษณาในเกมหลังจากเข้าไปเห็นตอนเล่นเกม อีก 10% บอกต่อสินค้าที่เห็นในเกม และอีก 11% เข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่โฆษณาในเกมเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังพบว่า “โค้ก” เป็น แบรนด์ที่สาวกเกมนึกถึงมากที่สุด รองลงมาเป็น ไนกี้ เบอร์เกอร์ คิง แอ็กซ์ (Axe) เป๊ปซี่ และ พอนเตียก (Pontiac)

“ไบรอัน ไกส์” รองประธานฝ่ายการตลาดของเบอร์เกอร์ คิง หนึ่งในแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักในหมู่สาวกเกม กล่าวว่า เป้าหมายของเบอร์เกอร์ คิง ในการโฆษณาผ่านวิดีโอเกมก็คือ ต้องการเข้าถึงกลุ่ม ผู้เล่นเกมผ่านสิ่งที่คนเหล่านี้รัก นอกจากนี้ สาวกเกมที่มักเป็นชายวัยรุ่นย่างวัยผู้ใหญ่ก็เป็นกลุ่มเป้าหมายของบริษัท ทำให้บริษัทพยายามหาวิธีที่จะเข้าถึงคนเหล่านี้ผ่านประสบการณ์ของพวกเขา

น่าสนใจว่า เบอร์เกอร์ คิง ไม่ได้ใช้วิดีโอเกมเป็นเครื่องมือกระตุ้นยอดขาย แฮมเบอร์เกอร์ “วอปเปอร์ส” เท่านั้น หากแต่ยังใช้ช่องทางนี้ในการส่งเสริม ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกลุ่มนี้กับแบรนด์ เบอร์เกอร์ คิง ด้วย โดยอาศัยเกมฮิตอย่าง “NFL Street” ในการซ่อนรหัสที่ให้ผู้เล่นนำไปใช้เล่นเกม

ทั้งนี้ เกม “Guitar Hero” เป็นเกมยอดนิยมที่ผู้เล่นสามารถจดจำโฆษณาในเกมได้มากที่สุด ตามมาด้วย “Need for Speed” เกมซีรีส์ฟุตบอล “Madden” เกม “Grand Theft Auto” ที่เคยเป็นแบบอย่างให้วัยรุ่นไทยก่อคดีฆาตกรรมมาแล้ว รวมถึงเกม “NCAA Football” และ “Tony Hawk”

ข้อมูลจาก “แยงกี้ กรุ๊ป” ระบุว่า เม็ดเงินโฆษณาผ่านเกมในปัจจุบันอยู่ที่เกือบๆ 200 ล้านดอลลาร์ แต่จะเพิ่มเป็น 1 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2554 ซึ่ง ยังคงเป็นเม็ดเงินที่น้อยมากเมื่อเทียบกับเม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณาที่สูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์

แม้ในช่วงแรก โฆษณาในเกมจะเป็นเพียงเครื่องมือส่งเสริมการรับรู้แบรนด์ แต่ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นตัวผลักดันที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ “อิเล็กทรอนิกส์ อาร์ตส” กำลังพัฒนาระบบอินเตอร์แอ็กทีฟบนคอมพิวเตอร์พีซี เพื่อให้ผู้เล่นสามารถคลิกเชื่อมไปชมหนังโฆษณาที่อยู่ในเกมได้เลย

หมวดหมู่: Digital Communications · ข่าว · โคด สะ นา
Tagged: , , , , , , , , ,

ชี้เทรนด์”โมบายมีเดีย”มาแรง

25 กันยายน, 2008 · ให้ความเห็น

  • วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4039

    Source : http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02mar08250951&day=2008-09-25&sectionid=0207

    “มายด์แชร์” จับเทรนด์ดิจิทัลมีเดีย ! ออนไลน์มีเดียครองใจนักการตลาดแถบยุโรป-อเมริกา ขณะที่ “โมบายมีเดีย” ได้รับความนิยมในเอเชีย สำหรับประเทศไทย คาดดิจิทัลมีเดียปีนี้มีมูลค่าขยับขึ้นถึง 1.8 พันล้าน ชี้ “โมบายมีเดีย” มีโอกาสและช่องว่างทางการตลาดสูงลิ่ว

    นางสเตฟานี่ เบล ประธานกรรมการบริหาร กรุ๊ปเอ็ม และบริษัท มายด์แชร์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันดิจิทัลมีเดียเข้ามามีบทบาทต่อการวางแผนกลยุทธ์การตลาดสำหรับการตลาดสมัยใหม่อย่างมาก ทั้งสื่อที่เป็นออนไลน์ (อินเทอร์เน็ต) และโมบายมีเดีย (โทรศัพท์มือถือ) โดยพบว่าในตลาดยุโรปและอเมริกาซึ่งเป็นตลาดที่มีความพร้อมทางด้านโครงสร้างของอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ทำให้ออนไลน์มีเดียได้รับการตอบรับจากนักการตลาดและเจ้าของสินค้าเป็นอย่างมาก โดยมูลค่าการใช้จ่ายงบฯโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์มีสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน
    ขณะที่ประเทศในแถบเอเชียนั้น โครงสร้างพื้นฐานด้านบรอดแบนด์ยังไม่สูงนัก ทำให้โมบายมีเดียได้รับความนิยมจากนักการตลาดมากกว่า เนื่องจากเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศอินเดียนั้นนับได้ว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาของโมบายมีเดียสูงมาก เช่นเดียวกับตลาดในประเทศไทยที่โมบายมีเดียมีโอกาสทางการตลาดสูง

    ด้านนายศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยนั้นพบว่ามูลค่าการใช้จ่ายงบฯโฆษณาผ่านสื่อ ดิจิทัล (ออนไลน์มีเดีย-โมบายมีเดีย) มีมูลค่ารวมประมาณ 1,000 ล้านบาท เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มเป็น 1,800 ล้านบาทในปีนี้ โดยโมบายมีเดียมีส่วนแบ่งการตลาดเพียงประมาณ 3% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5% ในปีหน้า

    จากตัวเลขดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดของโมบายมีเดียยังมีช่องว่างและโอกาสสูงมากในประเทศไทย เนื่องจากมูลค่าการใช้จ่ายงบฯโฆษณาผ่านโมบายมีเดียนั้นมีอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาการโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือนั้นยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เช่น รูปแบบการโฆษณาที่ทำให้ ผู้บริโภคสนใจ จำนวนเครื่องรับที่รองรับได้ยังมีสัดส่วนไม่มากนัก ฯลฯ ทำให้สถานการณ์ของโมบายมีเดียในปัจจุบันยังอยู่ในเฟสที่พยายามหารูปแบบที่ลงตัว

    “ตอนนี้ในต่างประเทศเขามีรูปแบบการโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือที่น่าสนใจหลากหลายรูปแบบ เช่น โฆษณาขณะโทร.ออก-รับสาย, โฆษณาทาง SMS และโฆษณาขณะที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือ สำหรับประเทศไทยที่ผ่านมายังทำโฆษณาในรูปแบบ SMS เป็นหลัก ซึ่งยอมรับว่าเป็นการโฆษณาที่สร้างความรำคาญให้กับผู้บริโภคระดับหนึ่ง จึงต้องจับตาดูว่าสเต็ปต่อไปจะออกมาในรูปแบบไหน อย่างไร”

     

     

หมวดหมู่: ข่าว · โคด สะ นา
Tagged: , , , , , ,

Media news: เทรนด์อุตสาหกรรมโฆษณาปี52 “ดิจิทัล มีเดีย”พลิกโฉมธุรกิจสื่อ

23 กันยายน, 2008 · ให้ความเห็น

23 กันยายน พ.ศ. 2551 00:05:00

เทรนด์อุตสาหกรรมโฆษณาปี52 “ดิจิทัล มีเดีย”พลิกโฉมธุรกิจสื่อ

ช่วง 3-5 ปีข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงของ “สื่อ” จะเกิดขึ้นเร็วจนกะพริบตาไม่ได้ ปัจจุบัน “ราคา” บริการอินเทอร์เน็ต เป็นเพียงอุปสรรคเดียว ที่ทำให้ไทยยังไม่เข้าสู่ “ยุคดิจิทัล” แต่หากราคาไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปจะพลิกโฉมสู่ “ดิจิทัล มีเดีย” ในทันที

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้สื่อ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคระหว่าง เทรดดิชั่นแนล มีเดีย และ ดิจิทัล มีเดีย เกิดจากพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามการพัฒนาของเทคโนโลยียุคดิจิทัล ปัจจุบันผู้บริโภค 50% ยังคงบริโภคสื่อเก่า แต่อีก 50% เปลี่ยนสู่ ดิจิทัล มีเดีย ผ่านออนไลน์ และ โมบาย

ในช่วงเกือบ 10 ปีก่อน หรือในปี 2542 ทีวีครองสัดส่วนงบโฆษณาในสื่อแมสทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ 65% หลังจากนั้นค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ในปีนี้คาดว่าสัดส่วนจะอยู่ที่ 58% ช่วงเวลาที่เรียกว่า “ไพร์มไทม์” ของแต่ละเพศ วัย เริ่มแตกต่างกัน ไพร์มไทม์ช่วงเวลา 20.00 น. ในปัจจุบันได้ถูกแบ่งผู้ชมจากหน้าจอทีวี ไปเป็นจอคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน

วิทวัส กล่าวอีกว่าประเทศไทยจัดอยู่อันดับ 10 ของเอเชีย ของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต หรือประมาณ 13.15 ล้านคน โดย 64% ของคนกรุงเทพฯ ใช้อินเทอร์เน็ต และ 20% ของประชากรไทยมีอินเทอร์เน็ตใช้งานที่บ้าน การใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุด คือช่วงเวลา 20.00-24.00 น. สัดส่วน 34.7% โดยเฉลี่ยใช้อินเทอร์เน็ต 13.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อเช็คอี-เมล 81% ส่งเอสเอ็มเอส 37% ออนไลน์ แชท 31% หาข้อมูล 27% ใช้เครือข่ายออนไลน์ ประเภท Social Networking 26%

ในกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูล ระบุว่าเข้าไปอ่านข่าว (บันเทิง) 55.3% โหลดเพลง 49.4% หาข้อมูลด้านเทคโนโลยี 48.1% ข้อมูลท่องเที่ยว 47% ดูภาพยนตร์ 44.5%

ขณะที่พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของคนไทย มีค่าเฉลี่ยการโทร.วันละ 2.47 ชั่วโมง สูงสุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากไต้หวัน และคนไทยใช้โทรศัพท์มือถือในการโหลดเพลง เป็นอันดับสองของโลกเช่นกัน รองจากประเทศเกาหลีใต้

ในปี 2550 งบโฆษณาผ่านสื่อแมส มีมูลค่า 9.2 หมื่นล้านบาท เติบโตราว 2.54% ส่วนแนวโน้มปีนี้อยู่ในภาวะไม่เติบโต จากปัญหาเศรษฐกิจ และการเมือง

ปัจจุบันเม็ดเงินโฆษณาในดิจิทัล มีเดีย มีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท หากว่าในระยะ 3 ปีที่จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นสองเท่าตัว มูลค่าโฆษณาจะขยับไปอยู่ที่ 5,000 ล้านบาททันที และจะเกิดการพลิกโฉมการใช้สื่ออย่างที่ไม่สามารถกะพริบตาได้

เทรนด์งบโฆษณาออนไลน์โตทั่วโลก

การรายงานข้อมูลล่าสุดของเอเยนซี โฆษณาระดับโลก ระบุว่าแนวโน้มการโฆษณาดิจิทัล มีเดีย ทั่วโลก ในปี 2552 กลุ่มเครือข่ายออนไลน์ ประเภท Social Networking อย่าง MySpace Facebook Hi5 จะเติบโต 37.4% มีมูลค่า 1,470 ล้านดอลลาร์, ออนไลน์ วีดิโอ เติบโต 45% มูลค่า 805 ล้านดอลลาร์, เกม ออนไลน์ เติบโต 27.4% มูลค่า 296 ล้านดอลลาร์ , โทรศัพท์มือถือ เติบโต 42.6% มูลค่า 298 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ภาพรวมธุรกิจโฆษณา (แมส มีเดีย) ทั่วโลกในปี 2551 คาดว่าจะเติบโต 4.4% คิดเป็นมูลค่า 667,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดสหรัฐฯ มีอัตราเติบโตเพียง 2% จากปีก่อน 3.7% เป็นการเติบโตเล็กน้อย เช่นเดียวกับอังกฤษ ที่เติบโต 2% ขณะที่ประเทศที่กำลังเติบโต อย่าง จีน รัสเซีย อินเดีย และ บราซิล มีอัตราเติบโต 6.3%

ส่วนแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจโฆษณาในเทรดดิชั่นแนล มีเดีย ทั่วโลกในปี 2552 จะอยู่ที่ 4.5% คิดเป็นมูลค่า 697,956 ล้านดอลลาร์ ส่วนโฆษณาสื่อออนไลน์ จะเติบโต 24%

การสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 17,000 คน ใน 29 ประเทศ ในปี 2551 พบว่า มีการส่งคลิปวีดิโอ ในปี 2549 เติบโต 31% มาในปี 2551 เติบโต 83% ปัจจุบันมี 148 ล้านบล็อกเกอร์ โดยเป็นชาวจีนมากที่สุดคือ 42 ล้านบล็อกเกอร์

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เข้าไปชมบล็อก 73% จะคลิกและอ่าน , 45% มีการเสนอความเห็น , 34% มีการโพสต์ความเห็นเกี่ยวกับแบรนด์สินค้าในบล็อก และ 36% บอกว่ารู้สึกในแง่บวกมากขึ้นกับบริษัทและแบรนด์สินค้าที่มีบล็อก

จากทิศทางการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้บริโภคไทย และการพัฒนาของเทคโนโลยีในยุค ดิจิทัล มีเดีย ทำให้เจ้าของสินค้าและแบรนด์ มองหา “อะไรที่มากกว่าสื่อเดิม” แม้กระทั่งลูกค้ากลุ่มธนาคารบางรายที่ในอดีตมั่นคงกับ เทรดดิชั่นแนล มีเดีย ได้เริ่มเข้าสู่การทดลองใช้ ดิจิทัล มีเดีย เช่นกัน

รูปแบบการทุ่มงบประมาณ 10 ล้านบาท สร้างหนังโฆษณา 1 เรื่อง เพื่อเผยแพร่ผ่านสื่อทีวี ที่เป็นสูตรฮิตการใช้สื่อในอดีต เชื่อว่าจะมีให้เห็น “ยาก” ขึ้น หรือ แทบไม่เกิดขึ้นอีกเลย ในยุคดิจิทัล ที่การเข้าถึงผู้บริโภคสามารถผสานสื่อได้นับ 10 ช่องทางด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง โดยที่เจ้าของสินค้าและเอเยนซี โฆษณา พร้อมจะลงมาร่วมทดลองในพื้นที่และช่องทางใหม่ๆ

แต่คงเป็นโจทย์ให้เจ้าของสื่อ ที่ถูกเรียกว่าเทรดดิชั่นแนล มีเดีย ไปขบคิดว่า จะใช้โมเดลใด “ผสานสื่อ” ก้าวเข้าสู่ ดิจิทัล มีเดีย เพื่อกอบโกยเม็ดเงินโฆษณาที่กำลังกองอยู่ตรงหน้าด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกนาที

 

หมวดหมู่: ข่าว · โคด สะ นา
Tagged: , , , , , , ,