Nana’s Blog

ยึดติด

5 มกราคม, 2009 · ให้ความเห็น

ได้รับเมลนี้มาจากโอ๋ในเวลาที่กำลังเป็นทุกข์ รู้ทั้งรู้ว่าทุกข์เพราะใจตัวเอง เพราะ รัก โลภ โกรธ หลง ไม่พอใจในตัวเอง อยากได้อยากมีอยากเป็น จมอยู่ในไฟที่เผาใจตัวเอง

อ่านแล้วก็ยังทำใจไม่ได้ มันยังยึดติดไม่ยอมปล่อยวาง ย้อนกลับไปอ่านเรื่องเก่าๆ ไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้วนะที่ตกอยู่ในความทุกข์เพราะใจตัวเองแบบนี้ จะอ่านเรื่องนี้อีกสิบรอบ ถ้ามันยังไม่ซึมเข้าไปในสมองก็จะอ่านแล้วอ่านอีก ขอบคุณนะโอ๋ 

 

ยึดติด

โดย
พระไพศาล วิสาโล

สุด..ได้เลขท้าย ๓ ตัวมาจากหลวงพ่อ เลยแทงไป ๑๕ บาท ปรากฏว่าถูกเผง ได้มา ๖๐๐ บาท เขาดีใจมาก เที่ยวอวดใครต่อใครในหมู่บ้านว่าถูกหวย แต่พอรู้ว่า คอนซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน ก็แทงหวย ๓ ตัวถูกเหมือนกัน แต่ได้เงินมากกว่าคือ ๒,๐๐๐ บาท เพราะแทงมากกว่า สุดเลยยิ้มไม่ออก หงอยไปทั้งวัน แถมยังโมโหตัวเองที่แทงน้อยไป

ใจ..ไปเที่ยวไนท์บาซ่า เห็นผ้าพื้นเมืองลายงาม ราคา ๕๐๐ บาท แต่เธอต่อได้ ๓๕๐ บาทจึงคว้าผ้าผืนนั้นกลับโรงแรมด้วยความดีใจ แต่พอรู้ว่าไก่เพื่อนร่วมห้องก็ซื้อผ้าแบบเดียวกันมา แต่ได้ราคาถูกกว่า คื อ ๓๐ ๐ บาท ใจก็หุบยิ้มทันที ไม่รู้สึกโปรดปรานผ้าของตนอีกต่อไป

แม้เราจะมี ‘โชค’ หรือได้ของดีที่ถูกใจ แต่หากไปเปรียบเทียบกับของคนอื่นเมื่อใด
สุขก็อาจกลายเป็นทุกข์ทันที หากรู้ว่าคนอื่นได้มากกว่า ได้ของดีกว่า
หรือได้ของที่ถูกกว่า ส่วนของดีที่เราได้มากลับด้อยคุณค่าไปถนัดใจ

บางครั้งอาจทำให้เราทุกข์กว่าตอนที่ยังไม่ได้ของนั้นมาด้วยซ้ำ
ที่จริงไม่ต้องไปเทียบกับของคนอื่นก็ได้
เพียงแค่เห็นของรุ่นใหม่วางขายหรือโฆษณาตามสื่อต่างๆ
ก็เกิดความไม่พอใจในของเดิมที่มีอยู่ทันที
ทั้งๆ ที่มันก็ยังใช้ได้ดี ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนใจ
ยกเว้นข้อเดียวคือ มันสู้ของใหม่ที่วางขายไม่ได้
ทั้งๆ ที่มีของดีอยู่กับตัว แต่คนเราแทนที่จะพอใจกลับรู้สึกเป็นทุกข์
เพียงเพราะใจไปจดจ่ออยู่กับสิ่งดีกว่า (หรือมากกว่า) ที่ตัวเองยังไม่มี

แ ต ่เมื่อใดก็ตามที่ของชิ้นนั้นเกิดมีอัน เป็นไป
เช่นทำตกหล่นหรือถูกขโมยไป เราก็จะกลับมาเห็นคุณค่าของมัน
และนึกเสียใจที่เสียมันไป จะกินจะนอนก็ยังนึกถึงมันด้วยความเสียดาย
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นใน กรณีที่เป็นสิ่งของเท่านั้น
แต่ยังเกิดกับกรณีที่เป็นคนด้วย เช่น คนรัก หรือแม้แต่พ่อแม่และลูก

ผู้คนจำนวนมากไม่เห็นคุณค่าหรือมีความสุขกับคนใกล้ชิด
เพราะไปนึกเปรียบเทียบคนอื่นว่าเขามีพ่อแม่ คนรัก หรือลูกที่ดีกว่าเรา แต่วันใดที่เราเสียเขาไป เรา ถึงจะกลับมาเห็นคุณค่าของเขา
และเศร้าโศกเสียใจจนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว
เฝ้าหวนคำนึงถึงวันคืนเก่าๆ ที่เขาเคยอยู่กับเรา

คนเรามักทุกข์เพราะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ยังไม่มี หรืออาลัยในสิ่งที่สูญเสียไป
พูดให้ครอบคลุมกว่านั้นก็คือ
ทุกข์เพราะใจยังติดยึดอยู่กับอนาคตและอดีต
อนาคตและอดีตที่ว่ามิได้หมายถึง
สิ่งดีๆ ที่ยังไม่มีหรือที่เสียไปเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงสิ่งไม่พึงปรารถนาที่ (คาดว่า) รออยู่ข้างหน้า
เช่นอุปสรรค และสิ่งไม่พึงปรารถนาที่พานพบ คำต่อว่า หรือการกระทำที่น่ารังเกียจ

คำตำหนิติเตียนไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน แต่ก็ทำอะไรเราไม่ได้
หากเราไม่เก็บเอาคิดซ้ำคิดซาก คำพูดเหล่านั้นผ่านพ้นไปนานแล้ว
แต่ที่ยังบาดใจเราอยู่ก็เพราะเราไม่ยอมปล่อยวางมันต่างหาก
ยิ่งคิดคำนึงถึงมันมากเท่าไรก็ยิ่งซ้ำเติมตัวเองมากเท่านั้น

การเอาเปรียบ กลั่นแกล้ง ทรยศ หักหลัง ก็เช่นกัน
แม้เป็นอดีตไปนานแล้ว แต่เราก็ยังทุกข์อยู่กับเหตุการณ์ดังกล่าว
ไม่ใช่เพราะเขายังทำเช่นนั้นกับเราอยู่
แต่เป็นเพราะเราชอบย้อนภาพอดีต
กลับมาฉายซ้ำในใจอย่างไม่ยอมเลิกรา
ย้อนแต่ละทีก็เหมือนกับกรีดแผลลงไปที่ใจ
หยุดย้อนอดีตเมื่อใดใจก็หายเจ็บเมื่อนั้น

อดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนอนาคตยังมาไม่ถึง
แต่จะมาถึงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ได้
แต่บ่อยครั้งเรากลับยึดมั่นสำคัญหมายอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ว่ามันจะต้องเกิด ขึ้นแน่ เท่านั้นยังไม่พอถ้าเป็นเรื่องแง่ลบด้วยแล้ว
เรามักจะวาดภาพไปในทางเลวร้าย
แล้วก็ยึดมันเอาไว้ไม่ให้คลาดไปจากใจ ทั้งๆ ที่ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์

ชายผู้หนึ่งเดินขึ้นตึกไปหาหมอ เพื่อฟังผลตรวจโรค
พอหมอบอกว่า พบก้อนมะเร็งระยะที่สองในปอดของเขา
เขาก็ถึงกับทรุด เข่าอ่อนเดินไม่ได้ กลับถึงบ้านก็กินไม่ได้
นอนไม่หลับ ซึมไปเป็นเดือน

ส่วนหญิงผู้หนึ่ง ป่วยกระเสาะกระแสอยู่นานหลายสัปดาห์
แล้ววันหนึ่งหมอก็บอกว่า เธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ตับ
จะอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน ปรากฏว่าผ่านไปแค่ ๑๒ วัน เธอก็สิ้นใจ
ทั้งสองกรณีไม่ได้ทรุดฮวบเพราะโรคมะเร็งเล่นงาน
แต่เป็นเพราะใจเสีย ทันทีที่ได้ยินข่าวร้าย
ใจก็นึกภาพอนาคตของตัวเองไปในทางเลวร้าย
ยิ่งผู้ป่วยรายที่สองด้วยแล้ว
เธอนึกไปถึงวันตายของตัวเองเลยทีเดียว
แถมยังปรุงแต่งไปในทางที่มืดมน
เท่านั้นไม่พอเธอยัง หมกมุ่นกับภาพดังกล่าวไม่หยุดหย่อน
ทั้งๆ ที่มันยังไม่เกิดขึ้น ผลก็คือถูกความทุกข์ท่วมทับจนมิอาจทานทนต่อไปได้

บ่อยครั้งเราเป็นทุกข์เพราะเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
เช่น การสอบไม่ติดหรือตกงาน
โดยตัวมันเองไม่ก่อปัญหาแก่เรา มากเท่ากับใจที่ปรุงแต่งไปล่วงหน้า
ว่านับแต่นี้ไปชีวิตจะลำบากยากแค้นเพียงใด แล้วจะอยู่ดูโลกนี้ต่อไปได้อย่างไร
แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจพบว่าที่แท้เราตีตนก่อนไข้ไปเอง
เพราะปัญหาต่างๆ ที่ตามมาไม่ได้หนักหนาสาหัสอย่างที่คิด
สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ปรุงแต่งเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึงเท่านั้น
กับสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า บางครั้งเราก็ปรุงแต่งให้เลวร้ายเกินจริง
เช่น อยู่รีสอร์ตคนเดียวกลางดึก ได้ยินเสียงผิดปกติ
ก็ปรุงแต่งไปทันทีว่าถูกผีหลอก หรือไม่ก็มีคนจะมาทำร้าย
เห็นคู่รักกำลังคุยอย่างสนิทสนมกับชายหนุ่มในร้านอาหาร
ก็คิดไปทันทีว่า เธอกำลังนอกใจ

การคิดปรุงแต่งที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงนั้น
เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่เมื่อใดที่เราหลงยึดว่ามันเป็นเรื่องจริง
เราก็กำลังก่อทุกข์ให้กับตัวเอง
แถมยังสามารถสร้างปัญหาให้แก่คนอื่นได้ด้วย

วัยรุ่นนั่งกินอาหารอยู่หน้าร้าน เผอิญขี้นกหล่นใส่หัว
แต่เขากลับคิดว่าเจ้าของร้านถ่มน้ำลายใส่หัว
จึงทะเลาะกับเจ้าของร้านอย่างรุนแรง
สักพักก็ออกจากร้านแล้วกลับมาพร้อมกับพวกอีกหลายคน
ควักปืนออกมายิงกราด
ถูกภรรยาเจ้าของร้านซึ่งกำลังท้อง ๕ เดือนตายคาที่
กลายเป็นฆาตกรที่ถูกตำรวจหมายหัวทันที

การยึดติดสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเอง
เป็นที่มาอีกประการหนึ่งของความทุกข์
ทีแรกเราเป็นฝ่ายปรุงแต่งมันขึ้นมา
แต่เผลอเมื่อใดมันก็กลับมาเป็นนายเรา
สามารถผลักใจของเราไปสู่ความทุกข์
และชักนำชีวิตของเราไปในทางเส ื่อมได้ง่ายๆ

กี่ครั้งกี่หนที่เราทำร้ายตัวเองและทำร้ายซึ่งกันและกัน
เพียงเพราะหลงเชื่อ ความคิดที่เราปรุงแต่งขึ้นมา
พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ไม่ได้ปรุงแต่งขึ้นมาเอง
แต่เป็นความจริงแท้ๆ จะไม่ก่อปัญหา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายส ิ่งหลายอย่างที่สร้างความทุกข์แก่เรา
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ อยู่ในขณะนี้
เช่น รถเสีย เงินไม่พอใช้ ทะเลาะกับคนรัก ลูกคบเพื่อนไม่ดี งานไม่ก้าวหน้า
แต่ถ้าเรามัวแต่นึกถึงเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะทำอะไร ก็กวาดเอาปัญหาต่างๆ มาครุ่นคิดด้วย
ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกันเลย เช่น กำลังทำงานอยู่
ก็ไปกังวลถึงรถ ถึงลูก ถึงพ่อแม่ แล้วยังห่วงคู่รักอีก
อย่างนี้แล้วจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร

ปัญหาเป็นเรื่องที่ต้องแก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
แต่เมื่อใดที่เรากวาดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมจิตใจ
ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลา (หรือไม่ใช่เวลา) ที่จะแก้ไข
ก็เตรียมตัวกลุ้มได้เลย นี้เป็นการยึดติดอีกแบบหนึ่ง

อันที่จริงแม้มีปัญหาแค่เรื่องเดียว
แต่ถ้าหมกมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลา ก็ทำให้คลั่งได้
ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเล็กแต่ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ง่ายๆ
เช่น หมกมุ่น กับสิวไม่กี่เม็ดบนใบหน้าวันแล้ววันเล่า
ก็อาจทำให้เจ็บป่วยหรือถึงกับทำร้ายตัวเองได้

การยึดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมใจ
บางครั้งก็ไปไกลถึงขนาดไปกวาดเอาปัญหาของคนอื่น
มาเป็นของเราเสียเอง เช่น เพื่อนมาปรึกษาปัญหาชีวิต
ก็เลยเอาปัญหาของเขามาเป็นของตนด้วย
จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

เท่านั้นยังไม่พอบางคนถึงกับแบกปัญหาของประเทศมาไว้กับตัว
เลยเป็นเดือนเป็นแค้นกับสถานการณ์บ้านเมือง
ทะเลาะกับใครไปทั่วที่คิดต่างจากตน
สุดท้ายก็เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาบ้านเมืองไป

การยึดติดที่ลึกไป กว่านั้นคือ การยึดติดในตัวตน
สาเหตุที่เราทะเลาะกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา
ก็เพราะเรายึดติดในความคิดของเรา

ความสำคัญมั่นหมายว่านี้เป็น ‘ความคิดของฉัน’
สะท้อนถึงความยึดติดในตัวตน
หรือที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า ยึดติดใน ‘ตัวกู ของกู’

นอกจากความคิดแล้ว เรายังยึดติดสิ่งต่างๆ อีกมากมายว่า
เป็นตัวฉันของฉัน อาทิ สิ่งของ บุคคล ชุมชน ประเทศ ศาสนา
มีอะไรมากระทบกับสิ่งนั้น ก็เท่ากับว่ากระทบ ‘ตัวฉัน’
ด่าว่ารถของฉัน ก็เท่ากับด่าฉันด้วย
วิจารณ์ศาสนาของฉันก็เท่ากับวิจารณ์ฉันด้วย

เป็นเพราะเหตุนี้ เมื่อสิ่งของสูญหาย คนรักจากไป
เราจึงอดหวนนึกถึงไม่ได้ เพราะใจยังยึดว่าเป็นของฉันอยู่
จึงยังมีเยื่อใยที่ดึงให้ใจย้อนระลึกถึงอยู่เสมอ
เวลาให้ของแก่ใครไป ความยึดติดในของชิ้นนั้นก็ยังมีอยู่
จึงเฝ้าดูว่าเขาจะใช้ของชิ้นนั้นหรือไม่
ถ้าไม่ใช้ก็รู้สึกเป็นทุกข์ที่เขาไม่ได้ใช้ของ ‘ของฉัน’
ญาติโยมหลายคนจึงไม่สบายใจที่พระไม่ได้ฉันอาหารที่ตนถวาย

ยึดติดในตัว ตนอีกอย่างคือการยึดมั่นสำคัญหมายว่า
ฉันเก่ง ฉันหล่อ ฉันเป็นส.ส. ฯลฯ ไปไหนก็อดตัวพองไม่ได้
อยากแสดงบารมีให้ใครรู้ว่า ‘นี่กูนะ’
อยู่ที่ใดก็ต้องการให้คนชื่นชม สรรเสริญ เคารพ นบไหว้
แต่ถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติดังกล่าว ก็จะโมโหขุ่นเคือง
จนอาจคำรามว่า ‘รู้ไหมว่ากูเป็นใคร ?’
ยิ่งเจอคำวิจารณ์ด้วยแล้ว ยิ่งทนไม่ได้เข้าไปใหญ่

การ ยึดติดใน ‘ตัวกู ของกู หรือนี่กูนะ’ เป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ นานัปการ
นำไปสู่การกระทบกระทั่งขัดแย้งและทำร้ายกัน
ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความเครียดบีบคั้นภายใน
เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา
ใช่แต่เท่านั้น แม้ได้สิ่งที่พึงปรารถนา
ก็ยังทุกข์เพราะได้ไม่สมใจ หรือทุกข์ที่คนอื่นได้มากกว่า

ที่น่าแปลกก็คือเราไม่ได้ยึดเอาแค่สิ่งดีๆ ที่ถูกใจ
ว่าเป็นตัวกูของกูเท่านั้น สิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกใจ
เราก็ยังยึดเป็นตัวกูของกูอีกเช่นกัน
เช่น ความเจ็บปวด เมื่อเกิดกับกาย
แทนที่จะเห็นว่า กายปวดเท่านั้น กลับไปยึดเอาว่า ‘ฉันปวด’
ความปวดเป็นของฉัน

เมื่อความโกรธเกิดขึ้นกับใจ
ก็ยึดมั่นสำคัญหมายว่า ‘ฉันโกรธ’ ความโกรธเป็นของฉัน
ความยึดมั่นดังกล่าวรุนแรงชนิดที่ใจไม่ยอมไปไหน
มัวจดจ่อวนเวียนอยู่กับความปวดหรือความโกรธนั้นๆ อย่างเดียว
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเผลอของใจ
รู้ทั้งรู้ว่ายึดแล้วทุกข์แต่ก็ยังยึดเพราะขาดสติ
ถ้าใจมีสติ ก็จะไม่เผลอยึดต่อไป

ความปวดความโกรธยังมีอยู่ก็จริง แต่คราวนี้มันทำอะไรจิตใจไม่ได้
เพราะใจไม่โดดเข้าไปให้ความปวดความโกรธเผาลน
เหมือนกองไฟที่ยังลุกไหม้อยู่
แต่ตราบใดที่เราไม่โดดเข้าไปในกองไฟ
หากถอยออกมาห่างๆ เป็นแค่ผู้สังเกตเฉยๆ ไฟก็ทำอะไรเราไม่ได้

สติช่วยให้ใจแยกออกมาอยู่ห่างๆ
จากความเจ็บปวดและอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
กลายเป็น ‘ผู้ดู’ มิใช่ ‘ผู้ปวด’ หรือ ‘ผู้โกรธ’
จากความยึดติดกลายเป็นการปล่อยวาง

การปล่อยวางดังกล่าว
คือ หัวใจของการเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งหลาย
เพราะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว
ความทุกข์ทั้งมวลเกิดจากความยึดติด
ยึดติดอดีตกับอนาคต ยึดติดสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเอง
ยึดติดปัญหาต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
รวมทั้งยึดเอาปัญหาต่างๆ มาเป็นของตน
ที่สำคัญคือ การยึดติดในตัวตน
เมื่อใดที่ปล่อยวางจากความยึดติดดังกล่าวได้
ความทุกข์ก็ไม่อาจทำอะไรเราได้อีกต่อไป

สติช่วยให้เรารู้ตัวเมื่อเผลอไปอาลัยอาวรณ์ในอดีต หรือวิตกกังวลกับอนาคต
พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันเมื่อรู้ตัวว่า
เผลอไปจมอยู่กับเหตุร้ายที่ผ่านไปแล้ว
คอยทักท้วงใจไม่ให้หลงเชื่อความคิดปรุงแต่ง
เพราะตระหนักว่า ความจริงอาจไม่เป็นอย่างที่คิด
ในยามที่เผลอกวาดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมใจจนหนักอึ้ง

สติช่วยให้เราแก้ปัญหาเป็นเปลาะๆ เป็นเรื่องๆ
ไม่เอาปัญหาใดมาครุ่นคิดหากยังไม่ถึงเวลา (หรือไม่ใช่เวลา) ที่จะแก้
เวลาพักผ่อน ก็พักผ่อนเต็มที่
เมื่อถึงเวลาแก้ปัญหา ก็ใช้ปัญญาอย่างเต็มที่
ไม่มามัวตีโพยตีพาย หรือน้อยเนื้อต่ำใจว่า ‘ทำไมถึงต้องเป็นฉัน?’

ความทุกข์นั้นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา
แต่อยู่ที่ว่าเรามีท่าทีหรือรู้สึกอย่างไรกับมันต่างหาก

แม้ปัญหาจะหนัก แต่ถ้าเริ่มต้นจากการยอมรับมันว่า
เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ปฏิเสธผลักไสมันหรือก่นด่าชะตากรรม
ตั้งสติให้ได้แล้วหาทางแก้ไขมัน
แต่ขณะที่มันยังไม่หายไปไหน ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

ไม่หวนนึกถึงอดีตอันผาสุก หรือปรุงแต่งอนาคตไปในทางเลวร้าย
ขณะเดียวกันก็ไม่หมกมุ่นอยู่กับปัญหา
หากปล่อยวางมันบ้าง ความสุขก็หาได้ไม่ยาก

นายทหารผู้หนึ่งไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในฐานที่ทรงเคยเป็นอุปัชฌาย์ของตนมาก่อน
พอไปถึงประโยคแรกที่กราบทูลก็คือ ‘หนักครับ ช่วงนี้แย่มากเลยครับ’
ว่าแล้วเขาก็ทูลเล่าปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต

สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงฟังอยู่นาน
แทนที่จะตรัสแนะนำหรือปลอบใจ
พระองค์กลับรับสั่งให้เขานั่งคุกเข่า ยื่นมือสองข้าง
แล้วพระองค์ก็เอากระดาษแผ่นหนึ่งวางบนฝ่ามือของเขา
‘นั่งอยู่นี่แหละ อย่าไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมา’
รับสั่งเสร็จพระองค์ก็เสด็จเข้าไปในตำหนัก
นายทหารนั่งในท่านั้นอยู่นาน จาก ๑๐ นาทีเป็น ๒๐ นาที
สมเด็จพระสังฆราชก็ยังไม่เสด็จออกมา
เขาเริ่มเหนื่อย มือและขาเริ่มสั่น กระดาษชิ้นเล็กๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ
จนประคองแทบไม่ไหว พอสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเสด็จกลับมา
ก็ทรงถามว่า ‘เป็นไง?’

คำตอบของเขาคือ ‘หนักครับ พระเดชพระคุณ เมื่อยจนจะทนไม่ไหว’
‘อ้าว ทำไมไม่วางมันลงเสียละ?’
สมเด็จรับสั่ง ‘ก็ไปยอมให้มันอยู่อย่างนั้น มันก็หนักอยู่ยังงั้นนะซี
มันจะเป็นอื่นไปได้ยังไง ‘

กระดาษที่เบาหวิว แต่หากถือไว้นานๆ
ไม่ยอมปล่อย ก็กลายเป็นของหนักไปได้
แต่ปัญหาถึงจะใหญ่โตเพียงใด
ถ้าไม่ยึดถือเอาไว้ ก็ไม่ทำให้เราทุกข์ได้

ใช่หรือไม่ว่าหินก้อนใหญ่จะกลายเป็นของหนัก
และสร้างทุกข์ให้แก่เราก็ต่อ เมื่อเราแบกมันเอาไว้เท่านั้น
เมื่อมีสติรักษาใจ รู้เท่าทันความคิด ไม่เผลอยึดติดจนจิตหนักอึ้ง
แม้งานจะยาก อุปสรรคจะเยอะ ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้

คัดลอกจาก…ยึดติด [สารคดี กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑]
โดย พระไพศาล วิสาโล

→ Leave a Commentหมวดหมู่: Good articals
Tagged: , , , , , ,

25 วิธีมีความสุข

29 ธันวาคม, 2008 · ให้ความเห็น

25 วิธีมีความสุข

ไม่ใช่เรื่องยากหากต้องการใช้ชีวิตให้เต็มที่

               

ชีวิตคนเรามีทั้งขึ้นและลง ถ้าอยากมีความสุข คุณต้องรู้จักซึมซับความรู้สึกอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้าหรือความโกรธที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน รวมทั้งยอมรับในสิ่งที่คุณมีและสถานภาพที่คุณเป็น เพื่อจะได้มีความสุขกับชีวิตมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

หากคุณหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมจึงไม่มีความสุขทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ลำบากยากแค้นอะไร ลองอ่านข้อคิดต่อไปนี้เพื่อจะได้ระลึกว่า เราเองก็มีชีวิตที่ดีทีเดียว

Light Up Idea

 

 

 

1 คิดใหม่ ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักหรือเผชิญกับอุบัติเหตุใกล้ตาย เห็นโศกนาฏกรรมหรือสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักมักมีมุมมองชีวิตที่ต่างออกไป หลายคนบอกว่าจะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะท่องเที่ยวไปในโลกกว้างหรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุกคนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี พรุ่งนี้ก็ได้

 

2 จดบันทึก เขียนเล่าถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกยังช่วยแก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่รกสมองออกไปได้ด้วย ลองเริ่มเขียนตั้งแต่วันนี้ รับรองได้ผลแน่

 

3 มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใด หรือหากวันหนึ่งต้องเล่าเรื่องชีวิตตนเองให้หลานๆ ฟัง คุณจะเล่าอะไร คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกสัปดาห์และถูบ้านทุกวันหรือ แล้วที่คุณพลาดการแสดงละครของลูกที่โรงเรียนเมื่อปีที่แล้วเพราะติดประชุมเล่า ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป

 

4 อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถคันข้างๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลนก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลย แล้วจะหงุดหงิดไปทำไมหากพลาดรถเที่ยวเช้า หากาแฟดื่มขณะนั่งรอคันต่อไปดีกว่า

 

5 ทำงานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้วอย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้หนักใจเหนื่อยกาย ไหนๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จแทนที่จะมัวกังวลและคิดจนรกสมอง

 

 

6 เลิกทำตัวจำเจ ชีวิตคงหน้าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลกใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวยบ้าง ถ้าเอาแต่นอนตื่นสายทุกวันอาทิตย์ก็น่าจะลุกขึ้นมาแต่เช้าไปกินอาหารอร่อยๆ นอกบ้าน หรือไปตลาดแล้วจ่ายกับข้าวมาทำอาหารมื้ออร่อยกินกันที่บ้าน

 

7 อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายน้ำ เครื่องเสียงแพงๆ รุ่นล่าสุด หรือรถหรูใหม่เอี่ยมไม่ต้องสนใจ หากดูให้ดีๆ คุณอาจพบว่าคนพวกนี้ต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอหน้าคนในบ้านหรือเพื่อนฝูง หรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี แล้วชีวิตอย่างนี้ดีจริงหรือ

 

8 กำจัดข้าวของรกในบ้าน เสื้อผ้าที่ไม่เคยใส่มาเป็นปี เครื่องครัวที่ตั้งอยู่ตรงนั้นจนน้ำมันจับเป็นคราบหนา ไหนจะของเล่น หนังสือเก่า และเครื่องเรือน ยกไปบริจาคเถิด นอกจากจะได้บุญแล้ว ชั้นวางของและห้องต่างๆ ในบ้านจะโล่งและเป็นระเบียบมากขึ้น

 

9 รู้จักเอ่ยคำว่า ไม่ ไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว ไหนจะต้องทำเรื่องโน้น สะสางเรื่องนี้ ปล่อยให้สมองมีที่ว่างเพื่อคิดหรือทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง

 

10 รดน้ำต้นรัก รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็น ที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรือ (คิดให้ดีก่อนตอบ) ของทุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมเป็นธรรมดา ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกัน ต้องมีการดูแลใส่ใจกันบ้าง

 

11 อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อนหรือผู้อื่น คู่ครองหรือคนในครอบครัวคุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน และคุณเองก็ควรได้เกียรติจากคนในครอบครัวเช่นกัน

 

 12 มอบความรักให้ครอบครัวและเพื่อนๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่าคุณรักพวกเขาตรงไหน เมื่อเขาทำอะไรดีๆ ให้ก็กล่าวคำชื่นชมบ้าง คำชมเล็กๆ น้อยๆ ไม่เคยทำร้ายใคร

 

13 อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณ ก็ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นเสาหลักให้เขาพิงอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง

 

14 ติดต่อเพื่อนเก่า คุณอาจขาดการติดต่อกับเพื่อนไปนาน แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียนจดหมายถึงเขา และนานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้คุยกับป้า ท่านอยากได้ยินเสียงคุณจะแย่แล้ว

 

15 บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ ผักผลไม้ราคาไม่แพงมาแต่งบ้านให้สดใส คุณเคยมีสวนกระถางในบ้านไม่ใช่หรือ นำกลับมาอีกครั้ง แล้วบ้านคุณจะชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาแน่นอน

 

16 ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดระยับ ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

 

17 สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน งานปั้น เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรืออะไรก็ได้

 

18 สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้างๆ สูดหายใจให้เต็มปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว

  

19 ออกไปเดินเล่น การออกกำลังเบาๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจตั้งแต่เดินเล่นครั้งแรกเลยทีเดียว การออกกำลังสม่ำเสมอจะทำให้คุณกระปรี้กระเปร่าและรู้สึกดีขึ้นทุกวัน

 

20 ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ ร้านให้เช่าวิดีโอมีหนังเบาสมองให้เลือกมากมาย จะเป็นหนังไทยหรือฝรั่งไม่สำคัญ ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาบ้าง

 

21 ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วย รับรองว่าบรรยากาศที่ได้คุ้มค่าไม่แพ้วันหยุดเลยทีเดียว

 

22 รอคอยสิ่งดีๆ เช่นวันหยุดพักร้อน  ออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ไปนวดแผนโบราณ

 

23 ชวนเพื่อนมากินมื้อค่ำ จัดห้องและโต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสิร์ฟเครื่องดื่มค็อกเทลหรือแชมเปญ เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียมอาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือ แล้วค่ำคืนนั้นก็จะครึกครื้น

 

24 ยิ้มไว้ ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อก็ลองยิ้มดูสิ

 

25 ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง เริ่มจากอดกลั้นไม่บีบแตรไล่รถที่วิ่งเหมือนเต่าคลาน หรืออาสาช่วยงานกุศล เพียงเท่านี้ การใช้ชีวิตให้สุดคุ้มก็ไม่ยากอย่างที่คิด

 

 

เรียบเรียงจาก Nature & Health โดย Wendy McCready

→ Leave a Commentหมวดหมู่: Good articals
Tagged: , , , ,

รับปรากฏการณ์เด็กติดเกม แบรนด์แห่พึ่งโฆษณา

26 กันยายน, 2008 · ให้ความเห็น

 

วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4038

Source : http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02mar15220951&day=2008-09-22&sectionid=0207
รับปรากฏการณ์เด็กติดเกม แบรนด์แห่พึ่งโฆษณา

ปรากฏการณ์เด็กติดเกมอาจเป็นเรื่องน่าห่วงกังวลของผู้ใหญ่อย่างเราๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งวิดีโอเกมก็ได้สร้างโอกาสทางการตลาดมหาศาลอย่างที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน บรรดานักการตลาดต่างตื่นเต้นกับการโฆษณาผ่านวิดีโอเกม ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่จะดึงความสนใจจากเด็กติดเกมที่ปิดการรับสาร ผ่านโฆษณาโทรทัศน์ ทำให้แบรนด์สินค้าสารพันหันมาพึ่งโฆษณาผ่านเกมกันมากขึ้น

“แบรนด์วีกดอตคอม” รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก “นีลเส็น เกมส์” ที่สำรวจอิทธิพลของการโฆษณาผ่านวิดีโอเกมที่กำลังมาแรง โดยเก็บข้อมูลจากคอเกมตัวยง 534 รายในเดือนที่แล้ว พบว่าสาวกเกมมากกว่า 1 ใน 3 หรือราว 36% ของทั้งหมดมักซื้อสินค้า พูดถึง หรือเข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ปรากฏอยู่ในวิดีโอเกมที่ตัวเองเล่น

โดย 11% ของคนกลุ่มนี้เคยซื้อสินค้าที่โฆษณาในเกม อีก 19% พูดถึงแบรนด์ที่โฆษณาในเกมหลังจากเข้าไปเห็นตอนเล่นเกม อีก 10% บอกต่อสินค้าที่เห็นในเกม และอีก 11% เข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่โฆษณาในเกมเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังพบว่า “โค้ก” เป็น แบรนด์ที่สาวกเกมนึกถึงมากที่สุด รองลงมาเป็น ไนกี้ เบอร์เกอร์ คิง แอ็กซ์ (Axe) เป๊ปซี่ และ พอนเตียก (Pontiac)

“ไบรอัน ไกส์” รองประธานฝ่ายการตลาดของเบอร์เกอร์ คิง หนึ่งในแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักในหมู่สาวกเกม กล่าวว่า เป้าหมายของเบอร์เกอร์ คิง ในการโฆษณาผ่านวิดีโอเกมก็คือ ต้องการเข้าถึงกลุ่ม ผู้เล่นเกมผ่านสิ่งที่คนเหล่านี้รัก นอกจากนี้ สาวกเกมที่มักเป็นชายวัยรุ่นย่างวัยผู้ใหญ่ก็เป็นกลุ่มเป้าหมายของบริษัท ทำให้บริษัทพยายามหาวิธีที่จะเข้าถึงคนเหล่านี้ผ่านประสบการณ์ของพวกเขา

น่าสนใจว่า เบอร์เกอร์ คิง ไม่ได้ใช้วิดีโอเกมเป็นเครื่องมือกระตุ้นยอดขาย แฮมเบอร์เกอร์ “วอปเปอร์ส” เท่านั้น หากแต่ยังใช้ช่องทางนี้ในการส่งเสริม ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกลุ่มนี้กับแบรนด์ เบอร์เกอร์ คิง ด้วย โดยอาศัยเกมฮิตอย่าง “NFL Street” ในการซ่อนรหัสที่ให้ผู้เล่นนำไปใช้เล่นเกม

ทั้งนี้ เกม “Guitar Hero” เป็นเกมยอดนิยมที่ผู้เล่นสามารถจดจำโฆษณาในเกมได้มากที่สุด ตามมาด้วย “Need for Speed” เกมซีรีส์ฟุตบอล “Madden” เกม “Grand Theft Auto” ที่เคยเป็นแบบอย่างให้วัยรุ่นไทยก่อคดีฆาตกรรมมาแล้ว รวมถึงเกม “NCAA Football” และ “Tony Hawk”

ข้อมูลจาก “แยงกี้ กรุ๊ป” ระบุว่า เม็ดเงินโฆษณาผ่านเกมในปัจจุบันอยู่ที่เกือบๆ 200 ล้านดอลลาร์ แต่จะเพิ่มเป็น 1 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2554 ซึ่ง ยังคงเป็นเม็ดเงินที่น้อยมากเมื่อเทียบกับเม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณาที่สูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์

แม้ในช่วงแรก โฆษณาในเกมจะเป็นเพียงเครื่องมือส่งเสริมการรับรู้แบรนด์ แต่ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นตัวผลักดันที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ “อิเล็กทรอนิกส์ อาร์ตส” กำลังพัฒนาระบบอินเตอร์แอ็กทีฟบนคอมพิวเตอร์พีซี เพื่อให้ผู้เล่นสามารถคลิกเชื่อมไปชมหนังโฆษณาที่อยู่ในเกมได้เลย

→ Leave a Commentหมวดหมู่: Digital Communications · ข่าว · โคด สะ นา
Tagged: , , , , , , , , ,

ชี้เทรนด์”โมบายมีเดีย”มาแรง

25 กันยายน, 2008 · ให้ความเห็น

  • วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4039

    Source : http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02mar08250951&day=2008-09-25&sectionid=0207

    “มายด์แชร์” จับเทรนด์ดิจิทัลมีเดีย ! ออนไลน์มีเดียครองใจนักการตลาดแถบยุโรป-อเมริกา ขณะที่ “โมบายมีเดีย” ได้รับความนิยมในเอเชีย สำหรับประเทศไทย คาดดิจิทัลมีเดียปีนี้มีมูลค่าขยับขึ้นถึง 1.8 พันล้าน ชี้ “โมบายมีเดีย” มีโอกาสและช่องว่างทางการตลาดสูงลิ่ว

    นางสเตฟานี่ เบล ประธานกรรมการบริหาร กรุ๊ปเอ็ม และบริษัท มายด์แชร์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันดิจิทัลมีเดียเข้ามามีบทบาทต่อการวางแผนกลยุทธ์การตลาดสำหรับการตลาดสมัยใหม่อย่างมาก ทั้งสื่อที่เป็นออนไลน์ (อินเทอร์เน็ต) และโมบายมีเดีย (โทรศัพท์มือถือ) โดยพบว่าในตลาดยุโรปและอเมริกาซึ่งเป็นตลาดที่มีความพร้อมทางด้านโครงสร้างของอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ทำให้ออนไลน์มีเดียได้รับการตอบรับจากนักการตลาดและเจ้าของสินค้าเป็นอย่างมาก โดยมูลค่าการใช้จ่ายงบฯโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์มีสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน
    ขณะที่ประเทศในแถบเอเชียนั้น โครงสร้างพื้นฐานด้านบรอดแบนด์ยังไม่สูงนัก ทำให้โมบายมีเดียได้รับความนิยมจากนักการตลาดมากกว่า เนื่องจากเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศอินเดียนั้นนับได้ว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาของโมบายมีเดียสูงมาก เช่นเดียวกับตลาดในประเทศไทยที่โมบายมีเดียมีโอกาสทางการตลาดสูง

    ด้านนายศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยนั้นพบว่ามูลค่าการใช้จ่ายงบฯโฆษณาผ่านสื่อ ดิจิทัล (ออนไลน์มีเดีย-โมบายมีเดีย) มีมูลค่ารวมประมาณ 1,000 ล้านบาท เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มเป็น 1,800 ล้านบาทในปีนี้ โดยโมบายมีเดียมีส่วนแบ่งการตลาดเพียงประมาณ 3% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5% ในปีหน้า

    จากตัวเลขดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดของโมบายมีเดียยังมีช่องว่างและโอกาสสูงมากในประเทศไทย เนื่องจากมูลค่าการใช้จ่ายงบฯโฆษณาผ่านโมบายมีเดียนั้นมีอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาการโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือนั้นยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เช่น รูปแบบการโฆษณาที่ทำให้ ผู้บริโภคสนใจ จำนวนเครื่องรับที่รองรับได้ยังมีสัดส่วนไม่มากนัก ฯลฯ ทำให้สถานการณ์ของโมบายมีเดียในปัจจุบันยังอยู่ในเฟสที่พยายามหารูปแบบที่ลงตัว

    “ตอนนี้ในต่างประเทศเขามีรูปแบบการโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือที่น่าสนใจหลากหลายรูปแบบ เช่น โฆษณาขณะโทร.ออก-รับสาย, โฆษณาทาง SMS และโฆษณาขณะที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือ สำหรับประเทศไทยที่ผ่านมายังทำโฆษณาในรูปแบบ SMS เป็นหลัก ซึ่งยอมรับว่าเป็นการโฆษณาที่สร้างความรำคาญให้กับผู้บริโภคระดับหนึ่ง จึงต้องจับตาดูว่าสเต็ปต่อไปจะออกมาในรูปแบบไหน อย่างไร”

     

     

→ Leave a Commentหมวดหมู่: ข่าว · โคด สะ นา
Tagged: , , , , , ,

Media news: เทรนด์อุตสาหกรรมโฆษณาปี52 “ดิจิทัล มีเดีย”พลิกโฉมธุรกิจสื่อ

23 กันยายน, 2008 · ให้ความเห็น

23 กันยายน พ.ศ. 2551 00:05:00

เทรนด์อุตสาหกรรมโฆษณาปี52 “ดิจิทัล มีเดีย”พลิกโฉมธุรกิจสื่อ

ช่วง 3-5 ปีข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงของ “สื่อ” จะเกิดขึ้นเร็วจนกะพริบตาไม่ได้ ปัจจุบัน “ราคา” บริการอินเทอร์เน็ต เป็นเพียงอุปสรรคเดียว ที่ทำให้ไทยยังไม่เข้าสู่ “ยุคดิจิทัล” แต่หากราคาไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปจะพลิกโฉมสู่ “ดิจิทัล มีเดีย” ในทันที

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้สื่อ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคระหว่าง เทรดดิชั่นแนล มีเดีย และ ดิจิทัล มีเดีย เกิดจากพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามการพัฒนาของเทคโนโลยียุคดิจิทัล ปัจจุบันผู้บริโภค 50% ยังคงบริโภคสื่อเก่า แต่อีก 50% เปลี่ยนสู่ ดิจิทัล มีเดีย ผ่านออนไลน์ และ โมบาย

ในช่วงเกือบ 10 ปีก่อน หรือในปี 2542 ทีวีครองสัดส่วนงบโฆษณาในสื่อแมสทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ 65% หลังจากนั้นค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ในปีนี้คาดว่าสัดส่วนจะอยู่ที่ 58% ช่วงเวลาที่เรียกว่า “ไพร์มไทม์” ของแต่ละเพศ วัย เริ่มแตกต่างกัน ไพร์มไทม์ช่วงเวลา 20.00 น. ในปัจจุบันได้ถูกแบ่งผู้ชมจากหน้าจอทีวี ไปเป็นจอคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน

วิทวัส กล่าวอีกว่าประเทศไทยจัดอยู่อันดับ 10 ของเอเชีย ของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต หรือประมาณ 13.15 ล้านคน โดย 64% ของคนกรุงเทพฯ ใช้อินเทอร์เน็ต และ 20% ของประชากรไทยมีอินเทอร์เน็ตใช้งานที่บ้าน การใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุด คือช่วงเวลา 20.00-24.00 น. สัดส่วน 34.7% โดยเฉลี่ยใช้อินเทอร์เน็ต 13.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อเช็คอี-เมล 81% ส่งเอสเอ็มเอส 37% ออนไลน์ แชท 31% หาข้อมูล 27% ใช้เครือข่ายออนไลน์ ประเภท Social Networking 26%

ในกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูล ระบุว่าเข้าไปอ่านข่าว (บันเทิง) 55.3% โหลดเพลง 49.4% หาข้อมูลด้านเทคโนโลยี 48.1% ข้อมูลท่องเที่ยว 47% ดูภาพยนตร์ 44.5%

ขณะที่พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของคนไทย มีค่าเฉลี่ยการโทร.วันละ 2.47 ชั่วโมง สูงสุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากไต้หวัน และคนไทยใช้โทรศัพท์มือถือในการโหลดเพลง เป็นอันดับสองของโลกเช่นกัน รองจากประเทศเกาหลีใต้

ในปี 2550 งบโฆษณาผ่านสื่อแมส มีมูลค่า 9.2 หมื่นล้านบาท เติบโตราว 2.54% ส่วนแนวโน้มปีนี้อยู่ในภาวะไม่เติบโต จากปัญหาเศรษฐกิจ และการเมือง

ปัจจุบันเม็ดเงินโฆษณาในดิจิทัล มีเดีย มีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท หากว่าในระยะ 3 ปีที่จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นสองเท่าตัว มูลค่าโฆษณาจะขยับไปอยู่ที่ 5,000 ล้านบาททันที และจะเกิดการพลิกโฉมการใช้สื่ออย่างที่ไม่สามารถกะพริบตาได้

เทรนด์งบโฆษณาออนไลน์โตทั่วโลก

การรายงานข้อมูลล่าสุดของเอเยนซี โฆษณาระดับโลก ระบุว่าแนวโน้มการโฆษณาดิจิทัล มีเดีย ทั่วโลก ในปี 2552 กลุ่มเครือข่ายออนไลน์ ประเภท Social Networking อย่าง MySpace Facebook Hi5 จะเติบโต 37.4% มีมูลค่า 1,470 ล้านดอลลาร์, ออนไลน์ วีดิโอ เติบโต 45% มูลค่า 805 ล้านดอลลาร์, เกม ออนไลน์ เติบโต 27.4% มูลค่า 296 ล้านดอลลาร์ , โทรศัพท์มือถือ เติบโต 42.6% มูลค่า 298 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ภาพรวมธุรกิจโฆษณา (แมส มีเดีย) ทั่วโลกในปี 2551 คาดว่าจะเติบโต 4.4% คิดเป็นมูลค่า 667,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดสหรัฐฯ มีอัตราเติบโตเพียง 2% จากปีก่อน 3.7% เป็นการเติบโตเล็กน้อย เช่นเดียวกับอังกฤษ ที่เติบโต 2% ขณะที่ประเทศที่กำลังเติบโต อย่าง จีน รัสเซีย อินเดีย และ บราซิล มีอัตราเติบโต 6.3%

ส่วนแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจโฆษณาในเทรดดิชั่นแนล มีเดีย ทั่วโลกในปี 2552 จะอยู่ที่ 4.5% คิดเป็นมูลค่า 697,956 ล้านดอลลาร์ ส่วนโฆษณาสื่อออนไลน์ จะเติบโต 24%

การสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 17,000 คน ใน 29 ประเทศ ในปี 2551 พบว่า มีการส่งคลิปวีดิโอ ในปี 2549 เติบโต 31% มาในปี 2551 เติบโต 83% ปัจจุบันมี 148 ล้านบล็อกเกอร์ โดยเป็นชาวจีนมากที่สุดคือ 42 ล้านบล็อกเกอร์

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เข้าไปชมบล็อก 73% จะคลิกและอ่าน , 45% มีการเสนอความเห็น , 34% มีการโพสต์ความเห็นเกี่ยวกับแบรนด์สินค้าในบล็อก และ 36% บอกว่ารู้สึกในแง่บวกมากขึ้นกับบริษัทและแบรนด์สินค้าที่มีบล็อก

จากทิศทางการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้บริโภคไทย และการพัฒนาของเทคโนโลยีในยุค ดิจิทัล มีเดีย ทำให้เจ้าของสินค้าและแบรนด์ มองหา “อะไรที่มากกว่าสื่อเดิม” แม้กระทั่งลูกค้ากลุ่มธนาคารบางรายที่ในอดีตมั่นคงกับ เทรดดิชั่นแนล มีเดีย ได้เริ่มเข้าสู่การทดลองใช้ ดิจิทัล มีเดีย เช่นกัน

รูปแบบการทุ่มงบประมาณ 10 ล้านบาท สร้างหนังโฆษณา 1 เรื่อง เพื่อเผยแพร่ผ่านสื่อทีวี ที่เป็นสูตรฮิตการใช้สื่อในอดีต เชื่อว่าจะมีให้เห็น “ยาก” ขึ้น หรือ แทบไม่เกิดขึ้นอีกเลย ในยุคดิจิทัล ที่การเข้าถึงผู้บริโภคสามารถผสานสื่อได้นับ 10 ช่องทางด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง โดยที่เจ้าของสินค้าและเอเยนซี โฆษณา พร้อมจะลงมาร่วมทดลองในพื้นที่และช่องทางใหม่ๆ

แต่คงเป็นโจทย์ให้เจ้าของสื่อ ที่ถูกเรียกว่าเทรดดิชั่นแนล มีเดีย ไปขบคิดว่า จะใช้โมเดลใด “ผสานสื่อ” ก้าวเข้าสู่ ดิจิทัล มีเดีย เพื่อกอบโกยเม็ดเงินโฆษณาที่กำลังกองอยู่ตรงหน้าด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกนาที

 

→ Leave a Commentหมวดหมู่: ข่าว · โคด สะ นา
Tagged: , , , , , , ,

รู้จัก ขอบคุณและขอโทษ

4 สิงหาคม, 2008 · 1 ความเห็น

กลับมาถึงบ้านก็พบว่าเรายังงอนใครบางคนอยู่หนิหว่า นึกในใจถ้าแค่มาขอโทษนะจะหายโกรธเลย

แต่พอมาย้อนดูตัวเราเอง บ่อยแค่ไหนนะที่ตัวฉันเองกล้าขอโทษคนอื่นถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเราผิด บางครั้งมันก็แค่อีโก้โง่ๆของเรา เช่นคนที่เราควรจะขอโทษเค้าเด็กกว่าเรา เค้าเป็นใครก็ไม่รู้ เค้าก็ผิดเหมือนกันทำไมไม่ขอโทษฉันก่อน หรือบางทีก็แค่ ก็ฉันไม่อยากยอมเค้ากลัวเสียฟอร์ม( เออสงสัย อีฟอร์มเนี่ยหน้าตาเป็นยังไงทำไมฮิตมีกันจัง) แค่กล้าพูดคำที่คิดเอาเองว่ามันยาก คำที่ก่อนพูดต้องกลืนน้ำลายแล้วเหมือนคำๆนี้มันติดคอ เชื่อไหมลองได้พูดแล้ว โลกจะเบาขึ้นอีกเป็นกอง หากรู้จักยอมลดละอัตตาหรือความเป็นตัวกูของกู รู้จักยอมคนอื่นบ้างใจของเราเองนั่นแหละที่มันจะแสนสุขใจ

พอนึกเรื่องคำขอโทษได้ อีกคำที่เรามักจะหลงลืมไปคือขอบคุณ คำสั้นๆแต่มีความหมายมากสำหรับคนฟัง คำขอบคุณอย่างจริงใจและเต็มไปด้วยแววตาที่แสดงออกมาจากใจ สำหรับฉัน ทำงานหรือทำอะไรก็ตามเหนื่อยแทบตายสายตัวแทบขาด แค่ได้ยินคำขอบคุณก็เหมือนความเหน็ดเหนื่อยก็หายไปหมดสิ้น เหมือนกิน m150 ไปสองขวด ( เค้าห้ามดื่มเกินนั้นไม่งั้นจะเกินพอดี ) ทั้งๆที่รู้นะ แต่บางทีฉันก็ลืมพูดคำว่าขอบคุณ โดยเฉพาะพ่อแม่และคนใกล้ชิด ยิ่งสนิทยิ่งลืมไป เพราะนึกว่าการที่ทำให้คือหน้าที่ คิดดูสิเวลาไปกินข้าวซื้อของเรายังขอบคุณคนขาย หรือพนักงานเสิร์ฟ แต่เวลากลับบ้านแม่ยกน้ำยกข้าวมาให้ทาน เราได้เอ่ยคำว่าขอบคุณบ้างไหม 

มีลูกหลาน เรามันจะกำชับเด็กๆเสมอ ให้รู้จัก ขอบคุณและขอโทษ เพราะเราทุกคนรู้ว่าสองคำนี้เป็นคำสำคัญ ต้องหัดเรียนรู้ไว้ตั้งแต่เด็กและสอนให้ใช้สองคำนี้จนติดเป็นนิสัย  ต่อไปนี้สอนลูกเสร็จแล้วแล้ว ต้องหัดสอนตัวเองเช่นกัน

ขอบคุณนะคะที่อ่าน

→ 1 Commentหมวดหมู่: บ่นๆ
Tagged: ,

ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี

27 กรกฎาคม, 2008 · ให้ความเห็น

อ่านเจอมาในหนังสือ รู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ฟังที่ดี

อยากฝึกๆๆๆๆๆ เลยขอมาจดไว้

ให้จับคู่กับคนใกล้ตัวที่คิดว่าเราไม่ค่อยเข้าใจกัน สลับกันพูดเรื่องทีอยากพูดคนละ 30นาที

โดยเก็บคอมเม้นที่อยากพูดกลับไปไว้ยัง……ยังไม่พูดกลับไปทันที   แต่ระหว่างที่พูดให้ใส่ใจแต่แสดงท่าทางตอบรับกลับไปเสมอ

รอผ่านไป  24 ชมค่อยเม้นกลับโดยจะพูดเฉพาะมุมที่เป็นแง่บวกเท่านั้น

ลองๆๆต้องลอง

→ Leave a Commentหมวดหมู่: บ่นๆ
Tagged: , , ,

โรคทางใจ

27 กรกฎาคม, 2008 · ให้ความเห็น

ช่วงนี้เหนื่อยและท้อกับทุกสิ่งทุกอย่าง

ทำไมนะ กิเลสความลุ่มหลงและความสำคัญตัวเองผิดๆมันถึงได้ทำร้ายใจเรามากขนาดนี้

อ่านหนังสือธรรมะสบายใจ ของท่า ว.วชิรเมธี ที่ซื้อมาตั้งแต่ต้นปียังไม่จบดี วนมาอ่านบทหนึ่งทีท่านว่าไว้ถึง” โรคทางใจของคน” ที่ท่านว่ามีมากมายหลายหลาก แต่ท่านรวมมาสั้นๆ 50 ข้อ แต่ที่อ่านแล้วโดนจึ่กที่ใจเต็มๆไปหลายดอกเช่น

โรคเที่ยวอโคจร

โรคกลัวไม่สวย

โรคองค์ประทับ ( เก่งอยู่คนเดียวแต่สื่อสารกับใครไม่รู้เรื่อง)

โรคเสพของแพง

โรคความจำสั้น

โรคหัวรั้นดื้อดึง

โรคไม่จำบทเรียน

โรคห่างเหินบุพการี

โรคใช้เงินมือเติบ

โรคกำเริบลืมตัว

โรคเหล่านี้เป็นโรคทางใจ เกิดขึ้นกับใครแล้วจะทำให้เสียปกติสภาพแห่งชีวิต ถ้ารู้ทันก็รักษาหายมีทางออก

นี่นั่นเองที่เป็นที่มาแห่งโรคทางใจของตัวเราเอง ตอนนี้เรายังรู้ทันแปลว่ารักษาหายและทางออก แก้ไขมันซะ

จะพยายามจำโรคเหล่านี้ไว้ให้ขึ้นใจ ถ้าเรารู้ตัวและมีสติก็จะรู้จักยับยั้งชั่งใจไม่ทำให้เกิดโรค

สาธุ

→ Leave a Commentหมวดหมู่: บ่นๆ
Tagged: , , , , , , , ,

copy ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

22 กรกฎาคม, 2008 · ให้ความเห็น

→ Leave a Commentหมวดหมู่: โคด สะ นา

5 วิธีการทำการตลาดบน social media

19 กรกฎาคม, 2008 · ให้ความเห็น

→ Leave a Commentหมวดหมู่: Digital Communications
Tagged: ,